<?xml version='1.0' encoding='UTF-8' ?>
<rss version='2.0' xmlns:atom='http://www.w3.org/2005/Atom'>
<channel>
<title><![CDATA[วัดสำคัญของจังหวัด]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/index/id/110</link>
<atom:link href="https://rbr.onab.go.th/th/content/category/index/id/110" rel="self" type="application/rss+xml" />
<description><![CDATA[-]]></description>
<item>
<title><![CDATA[วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17201</link>
<guid isPermaLink="false">4debc33a67763738b004a5a92a4fd3fc</guid>
<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 14:36:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ได้รับการประกาศตั้งเป็นวัด เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ.2534 ตลอดระยะเวลายาวนานกว่า 30 ปี ได้ริเริ่มโครงการให้การศึกษาอบรมและเผยแผ่พระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้าอย่างกว้างขวางออกไปทั่ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ โครงการธรรมปฏิบัติเพื่อประชาชน โครงการพุทธภาวนาวิชชา มูลนิธิพุทธภาวนาวิชชาธรรมกาย เป็นต้น นอกจากการเผยแพร่คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ภารกิจหลักของการทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาตามวาระและเทศกาลต่างๆ โดยในฤดูร้อน (ช่วงเมษาถึงพฤษภา) วัดแห่งนี้จะจัดบวชเณรภาคฤดูร้อนอีกด้วย วัดหลวงพ่อสดธรรมกายาราม ตั้งอยู่ที่ตำบลแพงพวย ถนนบางแพ-ดำเนินสะดวก หากเดินทางมาจากบางแพ วัดอยู่ขวามือก่อนถึงแยกดำเนินสะดวก 10 กิโลเมตร พระอุโบสถสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย และเป็นที่เก็บรักษาพระพุทธรูปหยกปางต่าง ๆ ภายในวัดมีอุทยานการศึกษา และสวนป่าถาวรเฉลิมพระเกียรติฯพื้นที่กว่า 200 ไร่ วัดนี้ได้รับรางวัลสวนป่าดีเด่นจากกรมป่าไม้ ประจำปี 2539 นอกจากนี้ยังเป็นสำนักเรียนภาษาบาลีประจำจังหวัด มีนิทรรศการเกี่ยวกับพระบรมสารีริกธาตุ และมีการสอนปฏิบัติธรรมวิปัสสนาสำหรับชาวไทย และชาวต่างประเทศ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/20220119d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e143644.jpg' type='image/jpg' length='9263' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดอมรินทราราม]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17200</link>
<guid isPermaLink="false">abb1cbb3236e627e03c5ca6f2756ea49</guid>
<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 14:33:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดอมรินทราราม ( วัดตาล ) ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 ตำบลโคกหม้อ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี สร้างมาแต่ครั้งใดไม่มีหลักฐานปรากฏแน่นอน ทราบจากผู้สูงอายุว่าวัดนี้ สร้างก่อนที่เมืองราชบุรีจะย้ายจากฝั่งวัดมหาธาตุวรวิหาร มาอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำแม่กลอง คือกรมการทหารช่างในปัจจุบัน แต่พอจะประมาณได้ว่า เริ่มสร้างวัดนี้ราวปีกุล พุทธศักราช 2534 ก่อนสร้างเมืองราชบุรีใหม่เล็กน้อย โดยเจ้าพระยาวงศาสุรศักดิ์ (แสงวงศาโรจน์) ต้นตระกูลวงศาโรจน์ สมุหพระกลาโหม ในสมัยนั้นเป็นผู้สร้าง โดยท่านเจ้าพระยาผู้นี้ เป็นผู้ว่าราชการเมืองราชบุรี คนที่ 2 ยังมีบรรดาศักดิ์เป็น พระยา อมรินทรฤาชัย ในสมัยรัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 2 เมื่อสร้างแล้วคงให้ชื่อว่า วัดตาล เพราะที่วัดนี้เป็นที่ค้าขายน้ำตาล<br />
ตามจดหมายเหตุของครูวินัยธรรม (อินท์) เขียนตามคำขอพระสมุทรมุนีว่า เดิมวัดนี้เป็นป่ารก ท่านจึงให้อุปัฏฐากแผ้วถางทำความสะอาด และเอาชื่อพระยาอมรินทรฤาชัย ต่อเป็นชื่อวัดว่า วัดตาลอมรินทร์ แต่ชาวบ้านยังคงเรียก วัดตาล ต่อมาคำว่า ตาล หายไป จึงใช้ชื่อว่า &ldquo;วัดอมรินทราราม&rdquo; ซึ่งเป็นวัดแรกของคณะธรรมยุต จังหวัดราชบุรี<br />
&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/2022011927561099da9531ac0c4e8c9ae76485aa143432.jpg' type='image/jpg' length='97704' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดช่องลม พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17199</link>
<guid isPermaLink="false">1df74619af3493def15b8a0bf11171bb</guid>
<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 14:31:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดช่องลม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี</p>

<p>วัดช่องลมตั้งเมื่อ พ.ศ. 2411 แต่สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมชื่อว่า วัดช้างล้ม เนื่องจากสมัยก่อนทางทิศตะวันตกห่างจากวัดไป เป็นโรงสำหรับขังช้างของทางราชการ ฝูงช้างใช้เป็นที่เดินผ่านเพื่อไปกินน้ำและอาบน้ำที่แม่น้ำแม่กลองเป็นประจำ วันหนึ่งมีช้างเกิดพลาดติดหล่มล้มลง ชาวบ้านจึงเรียกสถานที่นี้ว่า &quot;ช้างล้ม&quot; ต่อมามีผู้ศรัทธาสร้าง ต่อมาประมาณ พ.ศ. 2475 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จมาที่วัด เห็นว่าชื่อวัดไม่เป็นมงคล จึงตั้งชื่อให้ใหม่ว่า &quot;วัดช่องลม&quot; วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2482 ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 เป็นต้นมา</p>

<p>ภายในวัดมีวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดราชบุรี คือ หลวงพ่อแก่นจันทร์ เป็นพระพุทธรูปสมัยทวารวดี ปางอุ้มบาตร แต่แปลกจากทั่วไป คือบาตรของหลวงพ่อเหมือนสวมอยู่ในถุงบาตรซึ่งมีที่จับ มีความสูงตั้งแต่พระเกตุมาลา ถึงพระบาท 2 เมตร 26 เซนติเมตร เล่ากันว่า หลวงพ่อแก่นจันทน์ลอยน้ำมาจากบ้านแก่งหลวง จังหวัดกาญจนบุรี จนกระทั่งมาถึง&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;วัดช้างล้ม ทางวัดจะมีการจัดงานสมโภชน์หลวงพ่อแก่นจันทร์ในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี และแห่รอบตลาดในช่วงเทศกาลวันสงกรานต์</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/20220119cdb404fbdfbf1ff79c60f23d9eae5c37143225.jpg' type='image/jpg' length='12800' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดหนองหอย พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17197</link>
<guid isPermaLink="false">e48238251b8dbbd93cf2c1a07efc9a5f</guid>
<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 14:29:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดหนองหอยเป็นวัดเก่า สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ประมาณปี พ.ศ. ๒๔๑๖ เดิมชื่อ วัดน้อยตั้งอยู่ที่บ้านห้วย หมู่ที่ ๔ ตำบลเขาแร้ง อยู่ใกล้กับวัดโสดาประดิษฐาราม สมัยนั้นหลวงปู่งาม เป็นเจ้าอาวาส ท่านเห็นว่าอยู่ใกล้กับวัดโสดาประดิษฐารามมาก และมีโยมผู้ศรัทธาได้ถวายที่ดินบริเวณหมู่บ้านหนองหอยซึ่งที่ราบเชิงเขาให้ ท่านจึงได้เริ่มสร้างวัดขึ้นที่หมู่บ้านหนองหอย เนื่องจากวัดตั้งอยู่ที่หมู่บ้านหนองหอย ชาวบ้านจึงเรียกชื่อวัดตามชื่อหมู่บ้านว่า &ldquo;วัดหนองหอย&rdquo; วัดหนองหอยมีเจ้าอาวาสปกครองดูแลต่อกันมาหลายรูป รูปปัจจุบันคือ พระเดชพระคุณ พระราชวัลภาจารย์ (ดาวเรือง อาจารคุโณ) วัดหนองหอยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๕๑๖ และได้ทำการปิดทองฝังลูกนิมิตผูกพัทธสีมา เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ๒๕๑๗</p>

<p>ตามประกาศสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่อง ยกวัดราษฎร์เป็นพระอารามหลวง ด้วยทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดหนองหอย ตำบลเขาแร้ง อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งแต่วันที่ ๒๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ เป็นต้น ประกาศ ณ วันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/20220119547e5475dac3ad08fa03aa6434e9b67e142934.jpg' type='image/jpg' length='15119' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดบัวงาม พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17196</link>
<guid isPermaLink="false">52feb61b05debf66bd6b3544785bc5ce</guid>
<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 14:24:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดบัวงาม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายมหานิกาย ตั้งอยู่ในตำบลบัวงาม อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี&nbsp;</p>

<p>วัดบัวงามตั้งวัดเมื่อ พ.ศ. 2442 เดิมชื่อ วัดบัวลอย เนื่องจากภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่ม เมื่อถึงช่วงน้ำหลาก น้ำจะท่วมขังและมีต้นบัวเกิดขึ้นมากมาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2496[1] เริ่มตั้งเป็นวัดขึ้นโดยการนำของผู้ใหญ่สี จันทสมา ได้ชักชวนให้เหตุผลกับนายกลีบ เจริญภักดี กับ นายทองดี พวงสุข ได้ร่วมกันสละที่ดินจำนวน 14 ไร่ 70 วา ไว้เป็นที่ธรณีสงฆ์แล้วร่วมกันจัดสร้างวัดขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยอาราธนาพระอาจารย์หน่าย เขมวโร จากวัดดอนคลังมาเป็นประธานดำเนินการจัดสร้างวัด ใช้ชื่อวัดว่า &quot;วัดบัวลอย&quot; ต่อมาราว พ.ศ. 2451&ndash;2459 สมัยเจ้าอาวาสรูปที่ 3 พระอธิการเสาร์ สมโณ และขุนขจิต บัวงาม (ย้อย แสงอากาศ) กำนันตำบลบัวงาม ร่วมกับชาวบ้านได้ร้องเรียนให้ทางราชการโอนที่ดิน ที่ตั้งวัดบัวลอยนี้ มาขึ้นอยู่ในเขต ตำบลบัวงาม พร้อมเปลี่ยนชื่อวัดมาเป็น &quot;วัดบัวงาม&quot; ภายหลังวัดได้รับยกฐานะเป็นพระอารามหลวงเมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2536</p>

<p>อาคารเสนาสนะที่สำคัญ ได้แก่ อุโบสถสร้างเมื่อ พ.ศ. 2496 บานประตูหน้าต่างอุโบสถเป็นลายรดน้ำ หน้าบันลายไทย ภายในประดิษฐานพระประธานสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 ศาลาการเปรียญทรงไทยประยุกต์ หอสวดมนต์ กุฏิสงฆ์ วิหารเป็นอาคารไม้ประดิษฐานพระพุทธรูปศิลาแลง ได้อัญเชิญมาจากวัดหันตรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นามว่า หลวงพ่อพระพุทธญาณศรีอยุธยา ศาลาอเนกประสงค์ ศาลาบำเพ็ญกุศล และหอระฆัง</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/20220119547e5475dac3ad08fa03aa6434e9b67e142546.jpg' type='image/jpg' length='233115' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดเขาวัง พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17194</link>
<guid isPermaLink="false">da623b92279c8ae7a7b0e1eb7db1a9d7</guid>
<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 11:15:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดเขาวังราชบุรี ตั้งอยู่บนเขาวังห่างจากตัวเมืองราชบุรีประมาณ ๓ กิโลเมตร เขาวังเดิมชื่อว่า &ldquo;เขาสัตตนาถ&rdquo; เพราะ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์หลายชนิด อาทิ เก้ง กวาง ลิง ฯลฯ ทางราชการได้ประกาศห้ามทำร้ายสัตว์ในเขตดังกล่าว ที่เขาสัตตนาถเดิมมีวัดอยู่วัดหนึ่งอยู่ตรงเชิงเขาด้านทิศตะวันออก แต่ร้างมานาน มีการบันทึกไว้ว่าเป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี และทรงโปรดฯให้ยกกระบัตรเมืองราชบุรีเป็น ผู้อำนวยการสร้าง เพื่อเป็นอนุสรณ์ที่พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ทรงยกกองทัพที่ตีกองทัพพม่า และพระราชทานนามวัดนี้ว่า &ldquo;วัดเขาสัตตนาถ&rdquo;&nbsp;</p>

<p>ประวัติความเป็นมาของวัดเขาวัง</p>

<p>ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ พระองค์ทรงโปรดฯให้สร้างพระราชวังขนาดเล็กบนเขานี้ และไม่ปรากฏว่าได้รับพระราชทานนามอย่างใดไว้ ชาวเมืองราชบุรีเรียกกันแต่เพียงว่า &ldquo;เขาวัง&rdquo; มาจนถึงทุกวันนี้ เหตุที่สร้างพระราชวังนี้ขึ้นมานั้น เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้เสด็จไปประพาสบนยอดเขานี้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ ทรงพอพระราชหฤทัยและทรงดำริว่า เขาสัตตนาถ ประกอบด้วยเขาน้อยใหญ่อยู่ข้างๆ อีกหลายลูก ถ้าได้สร้างพระราชวังและตำหนักเจ้านายขึ้น คงเป็นที่พักตากอากาศได้ดีแห่งหนึ่ง จึงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงศ์ ดำเนินการจัดสร้างพระราชวังขึ้นบนยอดเขา และสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ได้มอบหมายให้ พระยาเพชรบุรี ซึ่งเคยเป็นนายงานสร้างพระนครคีรีที่จังหวัดเพชรบุรีตั้งแต่ครั้งรัชกาลที่ ๔ เป็นแม่กองสร้างพระราชวัง บนเขาสัตตนาถ</p>

<p>ในการสร้างพระราชวังครั้งนี้ ได้ทำทางขึ้นเป็นสองทางอ้อมขึ้นไปรอบเขา รถยนต์สามารถขึ้นไปได้ทางหนึ่ง และมีทางตรงเป็นทางเดินเท้าต่อขึ้นไปจนถึงหน้าท้องพระโรงอีกทางหนึ่ง ที่เชิงเขาด้านตะวันออกมีโรงทหารรักษาพระองค์ ๑ โรง ด้านพลับพลาเชิงเขามีโรงรถม้า โรงม้า ตรงทางสองแพร่งมีกระโจมสำหรับทหารยาม ต่อขึ้นไปมีโรงทหารมหาดเล็กสร้างเป็นแถวยาวหลังหนึ่ง เหนือขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งมีทีมดาบตำรวจอยู่ ตรงหน้าท้องพระโรง มีกำแพงแก้วล้อมรอบ ถัดมาเป็นท้องพระโรง ต่อจากท้องพระโรงเข้าไปเป็นพระที่นั่ง ต่อไปข้างหลังเป็นห้องเสวยและเป็นที่สำหรับพวกโขนอยู่บนเขาสัตตนาถมีวัดอยู่วัดหนึ่ง แต่เป็นวัดร้างมานานแล้ว ในวัดนี้มีพระเจดีย์องค์หนึ่งกับวิหารพระนอนย่อมๆ ไม่ใหญ่โตนักหลังหนึ่ง โบสถ์กับศาลาอีกอย่างละหลังอยู่ตรงเชิงเขาด้านตะวันออก</p>

<p><br />
วังโบราณในสมัยรัชกาลที่ ๕</p>

<p>วัดนี้สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๐ โดยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้ ยกกระบัตรเมืองราชบุรีเป็นผู้อำนวยการสร้าง เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการที่พระองค์ พร้อมด้วยสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ยกกองทัพมาตีกองทัพพม่า เมื่อปี พ.ศ.๒๓๒๘ ณ ตำบลเขาช่องพราน ตำบลเขาชะงุ้ม ตำบลนางแก้ว อำเภอโพธาราม โดยยกทัพผ่านมาทางเมืองราชบุรี แล้วตั้งค่ายมั่นอยู่ ณ หมู่บ้านโคกกระต่าย ตำบลธรรมเสน ยกทัพเข้าล้อมค่ายพม่าทางเขาช่องพราน คอยตัดกองลำเลียงเสบียงอาหาร ช้าง ม้า ของพม่า จนพม่าอดยาก เกิดการระส่ำระสาย จึงยกกองทัพเข้าตีจนพม่าแตกพ่ายและจับเชลยพร้อมอาวุธยุทโธปกรณ์ได้มากมาย ทำให้พม่า เข็ดหลาบไม่กล้าที่จะยกทัพมารุกรานประเทศไทยอีก พระองค์โปรดเกล้าพระราชทานนามวัดนี้ว่า &ldquo;วัดเขาสัตตนาถาสัตตนาถ&rdquo;</p>

<p>น่าเสียดายที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาประทับที่พระราชวังแห่งนี้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือ เมื่อคราวเสด็จกลับจากประพาสไทรโยคและรับราชทูตโปรตุเกส แล้วก็ไม่ได้เสด็จประทับอีกตลอดรัชกาล พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ก็ไม่ทรงโปรดและมิได้เสด็จไปประพาสเลย พระราชวังนี้จึงถูกทิ้งร้างอยู่ตลอดรัชกาล</p>

<p>ต่อมาในรัชสมัยรัชกาล ๗ ตัวพระที่นั่งต่างๆ ชำรุดทรุดโทรมมาก พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริเห็นว่า ถ้าจะคงรักษาไว้เป็นพระราชวังต่อไปอีก จะทำให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์ในการซ่อมแซมรักษามาก ทั้งมิได้ตั้งพระราชหฤทัยจะเสด็จไปประพาสอีกด้วย พระราชวังนี้จึงถูกทิ้งให้รกร้างเป็นวังร้าง มิได้ทำการซ่อมแซมใดๆ เลย ได้มีต้นไม้นานาชนิดขึ้นปกคลุมจนกลายสภาพเป็นป่ารกชัฏเป็นที่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด</p>

<p>&nbsp;</p>

<p>มูลเหตุการณ์สร้างวัดเขาวัง</p>

<p>สภาพของเขาวังได้กลายเป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้และเถาวัลย์น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมและเป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิดเป็นวังร้างตลอดมา เป็นเวลา ๔๐ ปีเศษ คงเหลือแต่ซากท้องพระโรงและพระตำหนักที่บรรทมมีลักษณะปรักหักพังมาก แต่ยังมีหลังคาพอที่จะเป็นที่อาศัยได้บ้าง ส่วนบานประตู หน้าต่าง และพื้นไม่มีเพราะถูกรื้อถอนไปหมด</p>

<p>จนถึงปี พ.ศ.๒๔๖๗ พระครูพรหมสมาจารและพระครูภาวนานิเทศก์ ได้เดินทางปฏิบัติธุดงค์วัตรมาถึง ณ เขาวังแห่งนี้ และเห็นว่าเป็นสถานที่อันสงัด เหมาะเป็นที่พำนักบำเพ็ญสมณธรรมเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พักแรมเพื่อปฏิบัติธุดงค์วัตร บำเพ็ญสมณธรรมเป็นการชั่วคราว และได้ถือเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมถาวรนับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๖๗ เป็นต้นมา</p>

<p>เมื่อท่านทั้งสองได้พบพระราชวังชำรุดทรุดโทรมเพราะภัยธรรมชาติ ทั้งพระตำหนักที่บรรทมและท้องพระโรงเก่า ก็อยู่ในสภาพที่ปรักหักพังน่าสังเวชสลดใจ จึงคิดที่จะบูรณะขึ้นใหม่ ในระหว่างนั้น ท่านได้พำนักอาศัยบำเพ็ญสมถะวิปัสสนาอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ ได้มีชาวบ้านในละแวกนั้นศรัทธาเลื่อมใสเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๔๗๑ พระครูพรหมสมาจารได้มอบหมายให้หลวงสวรรค์เทพกิจ คหบดีของเมืองราชบุรี กับพระยาอรรถกวี สุนทร ข้าหลวงประจำจังหวัดราชบุรี ทำการยื่นเรื่องขอพระราชทานพระราชวังกับกับภูเขาสัตตนาถให้เป็นที่ธรณีสงฆ์เหมือนดังเดิม โดยผ่านทางกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทยได้ปรึกษากับกระทรวงธรรมการ ซึ่งกระทรวงธรรมการได้แจ้งว่า ทางฝ่ายคณะสงฆ์พอใจรับ จึงได้นำความขึ้นกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ และได้ทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชอุทิศให้เป็นที่ธรณีสงฆ์ เมื่อวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๔๗๒ และได้ลงประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๔๖ หน้า ๒๑๕ วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๒</p>

<p>ภายหลังจากได้รับพระราชทานพระราชวังและภูเขาสัตตนาถแล้ว พระครูพรหมสมาจารจึงได้ทำการรื้อพระราชวังที่ประทับเฉพาะส่วนที่ชำรุดทรุดโทรม แล้วต่อเติมกำแพงผนังโดยเสริมคอนกรีตจากกำแพงผนังพระราชวังเดิม สร้างเป็นพระอุโบสถ โดยเทคอนกรีตทั้งหลัง มุงด้วยกระเบื้องเคลือบอย่างดี ติดช่อฟ้า ใบระกา ลงรักปิดทอง ติดกระจก โดยได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ.๒๔๗๓ และดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จ เมื่อปี พ.ศ.๒๔๗๕ ตั้งชื่อวัดนี้ว่า &ldquo;เขาวัง&rdquo;</p>

<p>วัดเขาวัง เป็นวัดที่ได้พัฒนาตัวเอง ด้วยการก่อร่างสร้างตัวด้วยทุนทรัพย์ของพุทธศาสนิกชน ผู้มีความเลื่อมใส ศรัทธาในบวรพระพุทธศาสนา กอปรด้วยความสามารถของท่านเจ้าอาวาสทั้ง ๒ ท่าน คือ ท่านพระครูพรหมสมาจาร ปฐมเจ้าอาวาส และท่านพระครูภาวนานิเทศก์ เจ้าอาวาสวัดรูปที่ ๒ ได้พัฒนาจากวัดป่าที่จากเดิมไม่มีถาวรวัตถุมากนัก และปราศจากผู้คนเข้าไปอยู่อาศัย มีต้นไม้น้อยใหญ่ขึ้นปกคลุมมากมาย ให้กลับกลายมาเป็นสถานที่รื่นรมย์ เป็นที่เหมาะสมสำหรับประพฤติบำเพ็ญธรรมของเหล่าภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย เป็นสถานที่ท่องเที่ยวของนักทัศนาจรและผู้ปฏิบัติธรรม ผู้รักความสงบเข้ามาหาความสุขทางใจ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/20220119547e5475dac3ad08fa03aa6434e9b67e111604.jpg' type='image/jpg' length='15581' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17170</link>
<guid isPermaLink="false">accad6e04a2c865e7c04785ece31aaed</guid>
<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 09:46:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดสัตตนารถปริวัตรวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นโท ตั้งอยู่ที่ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี คณะสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย มีเนื้อที่เป็นที่ตั้งวัด 9 ไร่ 3 งาน 11 ตารางวา และเนื้อที่ทางด้านใต้อีก 3 ไร่เป็นที่ตั้งของโรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นโรงเรียนโครงการมัธยมส่วนภูมิภาค</p>

<p>เดิมชื่อ วัดเขาสัตตนารถ สร้างเมื่อ พ.ศ. 2414 ในสมัยเจ้าพระยาราชบุรี (กลั่น วงศาโรจน์) เป็นเจ้าเมืองราชบุรี ประมาณช่วงรัชกาลที่ 3&ndash;4 ยุครัตนโกสินทร์ เดิมวัดนี้ตั้งอยู่เชิงเขาสัตตนารถ (ปัจจุบันคือ บริเวณวัดเขาวัง) ครั้งในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทางการจะดำเนินการสร้างพระราชวังขึ้นที่เขาสัตตนารถ จึงมีการไถ่ถอนที่วัดเพื่อให้พ้นจากธรณีสงฆ์ โดยสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ทำผาติกรรมและดำเนินการสร้างวัดทดแทนในสถานที่ใหม่ที่วัดโพธิ์งามหรือวัดกลางบ้าน (ที่ตั้งวัดในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นวัดร้างอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ในการตั้งวัดครั้งแรกได้สร้างถาวรวัตถุ คือ อุโบสถ วิหารพระพุทธไสยาสน์ ศาลา กุฏิ เจดีย์ และกำแพงแก้ว เมื่อสร้างวัดขึ้นเรียบร้อยแล้วให้ชื่อว่า &quot;วัดสัตตนารถปริวัตร&quot; มีความหมายว่า วัดที่เปลี่ยนไปหรือย้ายไปจากเขาสัตตนารถ วัดได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2418</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/20220119d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e104952.jpg' type='image/jpg' length='11731' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดสุรชายาราม พระอารามหลวง]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17135</link>
<guid isPermaLink="false">5838d75a646a2d5f29c0d3e8d8dbe2d3</guid>
<pubDate>Wed, 19 Jan 2022 09:17:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดสุรชายาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ สังกัดคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองฝั่งตะวันตก ในตำบลหลุมดิน อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี</p>

<p><strong>ประวัติ</strong><br />
วัดสุรชายารามาคงสร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีหรือก่อนหน้านั้น เดิมชื่อว่า วัดหลุมดิน สันนิษฐานว่าเหตุเพราะวัดนี้ตั้งอยู่ปากคลองหลุมดิน พื้นที่ที่ตั้งวัดมีดินดีเหมาะแก่การขุดเอาไปทำเครื่องปั้นดินเผา อยู่ตรงข้ามกับวัดโคกหม้อซึ่งเป็นที่ผลิตเครื่องปั้นดินเผา&nbsp;จนสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ท่านผู้หญิงอิ่ม บุนนาค ภริยาของเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สมุหพระกลาโหมในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มาพบวัดหลุมดินอยู่ในสภาพวัดร้างเหลือแต่ฐานอิฐ สภาพไม่สามารถบูรณะได้ จึงสร้างพระอุโบสถขึ้นใหม่ ห่างจากพระอุโบสถหลังเดิมประมาณ 30 วา[2] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานวิสุงคามสีมาให้เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2427 และพระราชทานนามใหม่ว่า&nbsp; &nbsp;&quot;วัดสุรชายาราม&quot; และโปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรีชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2427</p>

<p><strong>อาคารเสนาสนะ</strong><br />
พระอุโบสถก่ออิฐถือปูน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2509 มีหลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง มีชายคาปีกนกคลุมทั้ง 4 ด้าน ไม่มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ในบริเวณพัทธสีมาเดิม ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานประทับนั่งขัดสมาธิเพชร ปางสมาธิ มีพระอัครสาวกยืนพนมมืออยู่ข้างซ้ายและขวาด้านละ 1 องค์ พระพุทธรูปสำริดประทับยืนปางห้ามสมุทร 1 องค์ และปางห้ามพระแก่นจันทร์ 1 องค์ พุทธศิลป์แบบพระราชนิยมสมัยรัชกาลที่ 3 ผนังของพระอุโบสถด้านในแต่เดิมเรียบ ปัจจุบันมีการวาดภาพจิตรกรรมฝาผนัง ภายนอกพระอุโบสถล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว มีพระเจดีย์ เป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงระฆังกลมตั้งอยู่ภายนอกกำแพงแก้ว เป็นเจดีย์มุม 2 องค์ ท่านผู้หญิงอิ่ม บุนนาค สร้างขึ้นไว้ ส่วนด้านทิศใต้ของพระอุโบสถนอกเขตกำแพงแก้ว มีเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทรงระฆังกลมซึ่งเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ (เจ้าคุณจอมมารดาแพ ในรัชกาลที่ 5) สร้างไว้ และอัญเชิญพระสรีรังคารของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนสุพรรณภาควดีและเจ้าคุณประยูรวงศ์ (เจ้าจอมมารดาแพ บุนนาค) มาบรรจุไว้ในพระเจดีย์องค์นี้ พระปรางค์ของวัดตั้งอยู่ด้านหลังพระอุโบสถคู่กับพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ลักษณะรูปแบบเป็นพระปรางค์สมัยรัตนโกสินทร์ ก่ออิฐถือปูน รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีซุ้มเรือนแก้วทั้ง 4 ด้าน ศาลาการเปรียญสร้างเมื่อ พ.ศ. 2471 เป็นอาคารทรงไทยยกพื้นสูงสร้างด้วยไม้ทั้งหลัง ภายในศาลาบริเวณไม้คอสองมีภาพจิตรกรรมฝีมือช่างสมัยรัตนโกสินทร์เป็นภาพพุทธประวัติ</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/20220119d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e094439.jpg' type='image/jpg' length='121210' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดศรีสุริยวงศารามวรวิหาร]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17116</link>
<guid isPermaLink="false">c1e506b6dcd6639163249c1b5e11735a</guid>
<pubDate>Tue, 18 Jan 2022 13:43:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดศรีสุริยวงศารามวรวิหาร หรือที่ชาวบ้านเรียก วัดศรีสุริยวงศ์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สังกัด คณะสงฆ์ธรรมยุต ที่อยู่ ๓๖๕ ถนน อัมรินทร์ ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี</p>

<p><strong>ประวัติและความเป็นมา</strong><br />
วัดศรีสุริยวงศารามวรวิหาร ที่ตั้งเดิมเป็นที่ดินรกร้างใกล้ชุมชนตลาด ซึ่งเป็นที่ดินของสมเด็จเจ้าพระยาบรมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) ผู้สำเร็จราชการแผ่นดินและสมุหพระกลาโหมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ท่านมีดำริว่าจะสร้างวัดให้เป็นวัดประจำตระกูลบุนนาค ซึ่งเป็นเวลาหลังจากท่านได้สร้างพระราชวังบนเขาสัตตนารถ และควบคุมดูแลการก่อสร้างวัดสัตตนารถปริวัตรเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยสร้างวัดนี้ขึ้นด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวของท่านเอง ลงมือก่อสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๑๗ และเมื่อสร้างวัด มีเสนาสนะ พระอุโบสถ พระเจดีย์ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้กราบบังคมทูลน้อมเกล้า ฯ ถวายวัดให้เป็นพระอารามหลวงและขอพระราชทานนามวัดและที่วิสุงคามสีมา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดพระราชทานนามวัด ว่า&quot;วัดศรีสุริยวงษาวาส&quot; (ตามลายพระราชหัตถเลขา ร.ท จ.ศ. ๑๒๔๑) และมี พระบรมราชโองการพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๒ (ปรากฏในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑ จ.ศ. ๑๒๔๖ พ.ศ. ๒๔๒๗ ชื่อวัดพระราชทานนามว่า &quot;วัดศรีสุริยวงษาราม&quot;) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระครูอุดมบัณฑิต (อ่อน) จากวัดพิชยญาติการาม มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก และโปรดพระราชทานให้เจ้าอาวาสวัดศรีสุริยวงศารามมีฐานานุกรมช่วยงานในวัด</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/20220118d41d8cd98f00b204e9800998ecf8427e162215.jpg' type='image/jpg' length='3884205' />
</item>
<item>
<title><![CDATA[วัดมหาธาตุวรวิหาร]]></title>
<link>https://rbr.onab.go.th/th/content/category/detail/id/110/iid/17077</link>
<guid isPermaLink="false">f61eec857551f5b96982daa436465407</guid>
<pubDate>Tue, 18 Jan 2022 10:42:00 +0700</pubDate>
<description><![CDATA[<p>วัดมหาธาตุวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร สร้างตั้งแต่สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งเขมร อายุราวพุทธศตวรรษที่ 18 ถนนเขางู ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี ตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองราชบุรี ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำแม่กลอง เดิมเรียกว่า &quot;วัดหน้าพระธาตุ&quot; &quot;วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ&quot; มีพระปรางค์ก่อด้วยศิลาแลงสูง 12 วา ภายในมีจิตรกรรมฝาผนังที่พระปรางค์ เป็นวัดที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ปัจจุบันมีพระธรรมปัญญาภรณ์ (ไพบูลย์ ชินวํโส ป.ธ.๗) ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 15 เป็นเจ้าอาวาส</p>

<p><strong>ประวัติ</strong><br />
แรกสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ต่อมาในราวพุทธศตวรรษที่ 18 วัฒนธรรมเขมรจากราชอาณาจักรกัมพูชาได้แพร่เข้าสู่ดินแดนราชบุรี จึงได้มีการก่อสร้างและดัดแปลงศาสนสถานกลางเมืองราชบุรีขึ้นเป็นพระปรางค์ และสร้างกำแพงศิลาแลงล้อมรอบเพื่อให้เป็นศูนย์กลางของเมืองตามคติความเชื่อเรื่องภูมิจักรวาลของเขมร ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้น ราวพุทธศตวรรษที่ 20 &ndash; 21 ได้มีการก่อสร้างพระปรางค์แบบอยุธยาขึ้งซ้อนทับและสร้างพระปรางค์บริวารขึ้นอีก 3 องค์บนฐานเดียวกัน ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองราชบุรีจากฝั่งตะวันตกมายังฝั่งตะวันออก ประชาชนก็ย้ายตามความเจริญไปด้วย วัดมหาธาตุจึงกลายเป็นวัดร้างไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2338 พระภิกษุองค์หนึ่งชื่อพระบุญมา ได้ธุดงค์มาเห็นวัดนี้มีสถานที่ร่มรื่น เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมจึงได้ขอความร่วมมือจากพุทธศาสนิกชนช่วยกันปัดกวาดซ่อมแซมเสนาสนะต่างๆ ในที่สุด วัดมหาธาตุจึงกลับมาเป็นศูนย์กลางของศาสนาเช่นเดิม และยังคงเป็นมาจนถึงปัจจุบัน</p>

<p><strong>ปฏิมากรรมที่สำคัญ</strong><br />
พระปรางค์ประธาน เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 และได้รับการซ่อมแซมเพิ่มเติมในสมัยอยุธยาตอนต้นตรงส่วนที่เป็นซุ้มด้านตะวันออก และภาพจิตรกรรมภายใน ประกอบด้วยพระปรางค์ประธานและพระปรางค์บริวาร 3 องค์บนฐานเดียวกันมีการตกแต่งองค์พระปรางค์ทั้งหมดด้วยลวดลายปูนปั้นอย่างงดงาน ด้านตะวันออกของพระปรางค์ประธานมีบันไดและขึ้นมุขยื่น ภายในเป็นคูหาเชื่อมต่อกับพระปรางค์ ผนังภายในองค์พระปรางค์ทุกด้านมีภาพจิตรกรรมรูปพระอดีตพุทะเจ้า สันนิษฐานว่าเขียนขึ้นในสมัยเดียวกันกับการสร้างองค์พระปรางค์ พระวิหารหลวง อยู่ด้านหน้าพระปรางค์ภายนอกระเบียงคด เป็นซากอาคารในแผนผังสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานด้านล่างสุดก่อด้วยศิลาแลง ด้านหน้ามีมุขยื่น บนพระวิหารเคยมีเจดีย์ขนาดเล็กตั้งอยู่ แต่พังทลายลงหมด บนฐานวิหารมีอาคารไม้โล่ง หลังคาเครื่องไม่มุงสังกะสี อาคารหลังนี้กล่าวกันว่า นายหยินบิดาของขุนสิทธิสุวรรณพงศ์ อดีตนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองราชบุรีเป็นผู้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2454 พระวิหารนี้เคยเป็นที่ตั้งโรงเรียนพระอภิธรรมราชบุรี ภายในอาคารพระวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นแกนหินทรายขนาดใหญ่แสดงปางมารวิชัย 2 องค์ ประทับนั่งหันพระปฤษฎางค์ชนกัน พุทธศิลปะแบบอยุยาตอนต้น ด้านข้างทั้งสองและด้านหน้าของพระวิหารที่มุมด้านตะวันออกแยงเหนือและด้านตะวันออกเฉียงใต้ มีวิหารขนาดเล็ก ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทรายสีแดงปางมารวิชัยประทับนั่งหันพระปฤษฎางค์ชนกันคล้ายกับพระพุทธรูปบนพระวิหารหลวง</p>

<p>พระอุโบสถ สันนิษฐานจากลักษณะทางสถาปัตยกรรมว่าสร้างขึ้นตอนปลายสมัยอยุธยาราวพุทธศตวรรษที่ 22 ซ่อมแซมครั้งล่าสุดเมื่อ พ.ศ. 2509 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาลด 2 ชั้น 3 ตับ เป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ด้านหน้าและด้านหลังทำพาไลยื่นรองรับโครงหลังคาด้วยเสาปูนจำนวน 3 ตับ ด้านข้างมีชายคาปีกนกโดยรอบ ฐานอาคารมีลักษณะศิลปะสถาปัตยกรรมแบบอยุธยาตอนปลาย คือแอ่นโค้งคล้ายท้องเรือสำเภาหรือที่เรียกว่าแอ่นท้องช้าง ซุ้มประตูหน้าต่างปั้นปูนประดับกระจกเป็นซุ้มหน้านาง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยประทับนั่งบนฐานดอกบัว ด้านนอกโดยรอบมีกำแพงแก้วก่ออิฐถือปูนล้อมรอบ</p>

<p>พระมณฑป ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของพระปรางค์ประธานภายนอกกำแพงแก้วปัจจุบันอยู่ในเขตสังฆาวาสของวัด เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนในผังสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้ยี่สิบบนฐานเขียงรองรับฐานสิงห์ ผนังรอบด้านมีซุ้มหน้าต่างทรงมณฑปด้านละ 1 ซุ้ม เว้นด้านตะวันออกเป็นซุ้มประตูทางเข้ามีบันไดขึ้น &ndash; ลง เครื่องหลัวคาของพระมณฑปพังทลายลงหมดแล้ว ภายในพระมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาททำด้วยหินทรายสีแดง ฝาผนังด้านในมีภาพจิตรกรรมเรื่องพุทธประวัติตอนเสด็จโปรดพระพุทธมารดาบนดาวดึงส์ และตอนผจญกองทัพพญามาร ปัจจุบันมีสภาพลบเลือนเกือบหมด เพราะไม่มีหลังคาคลุมทำให้น้ำฝนชะล้างสีจนภาพเลอะเลือน พระมณฑปหลังนี้สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น</p>

<p>พระเจดีย์ เป็นเจดีย์รายเรียงเป็นแถวอยู่ด้านหน้าพระมณฑปจำนวน 5 องค์ เป็นพระเจดีย์ทรงระฆังกลมจำนวน 4 องค์ และพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองอีก 1 องค์ ทั้งหมดเป็นศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ ที่ฐานของพระเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองมีจารึกบนแผ่นหินอ่อนความว่า พ.ศ. 2462 สามเณรเซียะเล็ก พร้อมบุตรทิพ เจริญ ฮกเซ่งพิจารณาเห็นว่า พระเจดีย์เป็นปูชนียวัตถุถาวรจึงได้พร้อมใจกันมีศรัทธาสร้างขึ้นไว้ในพระพุทธศาสนานิพ์พานปัจจ์โยโหตุอนาคตะฯ</p>

<p>&nbsp;</p>
]]></description>
<enclosure url='https://rbr.onab.go.th/th/file/get/file/202201181679091c5a880faf6fb5e6087eb1b2dc131636.jpg' type='image/jpg' length='756695' />
</item>
</channel>
</rss>
